สิ้นสุดการรอคอย!สำหรับผลสอบข้อเท็จจริง 2 โศกนาฎกรรมเครนถล่มสะเทือนขวัญคนไทย ระหว่าง “เครนไฮสปีดเทรนไทย-จีน ถล่มทับรถไฟ”(15ม.ค.2569)สังเวยชีวิต 31 ศพ และเหตุ “เครนถล่มบนถนน 7 ชั่วโคตร”(14ม.ค.2569)คร่าชีวิต 2 ราย แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วเกือบครึ่งปีก็ตาม
ทว่า คนไทยยังไม่ลืมกับ 2 เหตุการณ์สะเทือนขวัญ และยังรอฟังคำตอบว่า…สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไรกันแน่?

ล่าสุด (26พ.ค.2569)นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ออกโรงร่ายยาวข้อสรุปผลสอบ 2 โศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญ มีรายละเอียดที่ Trans Time ได้ขมวดตามลำดับ ดังนี้
สาเหตุเครนไฮสปีดเทรนไทย-จีนถล่ม!ล้มเหลวเชิงระบบ
ฟันธงทางวิศวกรรมเกิดจากเครน Launching Gantry คือ “สะพานเหล็กยักษ์เดินได้”ทำหน้าที่ยกชิ้นส่วนคอนกรีตหนักหลายร้อยตันวางต่อกันทีละช่วง โดยเครนยืนอยู่บนขา 3 จุด และมีขั้นตอนที่กำหนดชัดเจนว่าก่อนขยับตัวไปข้างหน้า ต้องดึงขากลางมาชิดขาหน้าก่อนเสมอเพื่อช่วยรับน้ำหนักร่วมกัน แต่ในวันเกิดเหตุผู้ปฏิบัติงานข้ามขั้นตอนนี้ไป และสั่งให้เครนเคลื่อนตัวทันที ส่งผลให้น้ำหนักกว่า 700 ตัน กดทับลงที่ขาหน้าจุดเดียว เหล็กยึด (PT Bar) รับแรงไม่ไหวและขาด ฐานเครนพังทลายลงมาทับขบวนรถไฟในขณะที่วิ่งผ่านด้านล่าง
ข้อบกพร่องข้างต้น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของช่างคนเดียว แต่เป็น “ความล้มเหลวเชิงระบบ”จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สวดยับ!อิตาเลียนไทยฯกับ 5 ข้อบกพร่อง…ที่ไม่น่าให้อภัย
1. ข้ามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคู่มือ ไม่เลื่อนขากลาง (Middle Support) มาชิดขาหน้าก่อนขยับเครน ซึ่งเป็นขั้นตอนบังคับตามคู่มือปฏิบัติงาน วิศวกรสนามและหัวหน้าคนงานยอมรับว่าละเว้นขั้นตอนนี้เป็นประจำโดยเห็นว่าไม่มีความเสี่ยง
2. เริ่มงานโดยพลการ โดยไม่มีใบอนุมัติ วิศวกรสนามสั่งให้ทีมงานเริ่มตั้งแต่ 08.00 น. โดยไม่รอใบอนุมัติทำงาน (Work Permit) และไม่แจ้งวิศวกรผู้ควบคุม โดยอ้างว่าผู้ควบคุมงานมาสาย เวลา 10.00 น. และที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทักท้วง
3. ไม่ขอปิดการเดินรถ (Window Time) โดยไม่มีการแจ้ง รฟท. เพื่อขอระงับการเดินรถในขณะที่ทำงานเหนือทางรถไฟ ทั้งที่สัญญากำหนดชัดเจนว่าต้องทำ หลักฐานเดียวที่พบ คือ หนังสือขอ Window Time ระหว่างวันที่ 20 – 30 มกราคม 2569 ซึ่งช้ากว่าวันเกิดเหตุถึง 6 วัน
4. ไม่เปลี่ยนเหล็กยึดตามกำหนดที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) เคยมีหนังสือแจ้งเวียนตั้งแต่ปี 2566 ให้เปลี่ยนเหล็กยึด PT Bar ทุก 60 รอบการใช้งาน แต่ผู้รับจ้างสัญญา 3 – 4 อ้างว่า “ไม่ทราบ” จากเกิดอุบัติเหตุชิ้นส่วนสะพานตกในโครงการทางด่วนพระราม 2 เมื่อปี 2566 CSC มีหนังสือแจ้งเวียนเตือนผู้รับจ้างทุกสัญญาแล้ว
5. ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยเครนตามรอบที่กฎหมายกำหนด โดยกฎหมายกำหนดให้ตรวจสอบทุก 3 เดือน แต่พบว่ารอบการตรวจสอบที่ผ่านมาล่าช้ากว่ากำหนด และเอกสารรับรองยังครอบคลุมแค่ชุดอุปกรณ์ยกเพียง 1 ใน 4 ชุดที่ต้องตรวจเท่านั้น
ที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) กับ 3 ข้อบกพร่อง
1. ไม่มีวิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน้างาน สัญญากำหนดให้ต้องมีวิศวกรประจำหน้างานตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยของ CSC ลงพื้นที่เพียง สัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง และวิศวกรผู้ควบคุมงานก็ไม่ได้ประจำจุดตลอดเวลา
2. ลงนามอนุมัติงานล่วงหน้าและย้อนหลัง พบพฤติกรรมที่ขัดต่อระเบียบอย่างชัดเจน คือ มีการลงนามอนุมัติงานล่วงหน้าคราวละหลายวัน และลงนามย้อนหลังนานสูงสุดถึง 3 สัปดาห์ โดยผู้บริหาร CSC รับรู้แต่ไม่ดำเนินการแก้ไข ถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง
3. ไม่เคยตรวจสอบเครนด้วยตนเองตลอดระยะเวลาที่เครน Launching Gantry ใช้งาน ทั้งวิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยของ CSC ไม่เคยลงไปตรวจสอบสภาพและขั้นตอนการทำงานของเครนโดยตรงแม้แต่ครั้งเดียว
รฟท.>กำกับดูแลหละหลวม
1. มอบหมายงานเกินศักยภาพ โดยวิศวกรโครงการที่ดูแลสัญญา 3 – 4 ที่เกิดเหตุ ถูกมอบหมายให้รับผิดชอบพร้อมกันถึง 5 สัญญา ขณะที่สัญญาอื่นที่มีการกำกับดูแลเข้มข้นกว่า มีวิศวกรดูแลแบบ 1 ต่อ 1 ผลคือ สัญญา 3 – 4 ได้รับการกำกับดูแลหละหลวมกว่าสัญญาอื่นอย่างเห็นได้ชัด
2. ปล่อยให้ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของ CSC ฝ่ายเดียว การมอบอำนาจให้ CSC กำกับงานแทนไม่ได้หมายความว่า รฟท. พ้นภาระหน้าที่ตามกฎหมาย โดยเฉพาะในงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างการก่อสร้างข้ามทางรถไฟ
ผู้เสียชีวิต 31 คน ไม่ใช่เพราะโชคร้าย!
ข้อสรุปคณะกรรมการฯ สรุปได้ว่า “ผู้เสียชีวิต 31 คน ไม่ใช่เพราะโชคร้าย แต่เพราะทุกฝ่ายต่างรู้ว่าระบบมีปัญหาแล้วเลือกที่จะปล่อยผ่านพฤติการณ์ทั้งหมดที่ตรวจพบ” ถือเป็นการผิดสัญญาจ้างอย่างร้ายแรง ตามสัญญาข้อ 10 และข้อ 24 และอาจนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมาย ได้แก่ การบอกเลิกสัญญา การเสนอชื่อเป็นผู้ทิ้งงาน และการเพิกถอนทะเบียนผู้ประกอบการ ซึ่ง รฟท. จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ผลการทดสอบวัสดุจากสถาบันกลางยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และจะนำมายืนยัน Root Cause อย่างเป็นทางการในลำดับถัดไป
คณะกรรมการฯเสนอ 5 มาตรการล้อมคอก
มาตรการที่ 1 หยุดงานทันทีเมื่อมีรถไฟวิ่งผ่าน ห้ามทำงานบนโครงสร้างส่วนบนทุกประเภทขณะมีขบวนรถไฟวิ่งผ่านด้านล่าง โดยเด็ดขาด การทำงานในระยะห่างจากศูนย์กลางรางน้อยกว่า 3.5 เมตร ต้องได้รับการอนุมัติ Window Time เป็นลายลักษณ์อักษรจาก รฟท. ก่อนทุกครั้ง และต้องมีเจ้าหน้าที่ประสานงานประจำสถานีรถไฟ อย่างน้อย 3 จุด พร้อมทำเอกสารบันทึกสาธารณะ (Public Record) ทุกครั้ง
มาตรการที่ 2 ยกเลิกระบบอนุมัติงานล่วงหน้าและย้อนหลัง โดย CSC ต้องอนุมัติงานแบบรายวัน (Daily Basis) ต้องมีหลักฐานภาพถ่ายหน้างานจริงประกอบทุกครั้งก่อนลงนาม หากพบว่าไม่มีวิศวกรหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน้างานในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ให้สั่งระงับงานทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น
มาตรการที่ 3 ตรวจสอบเครนทุกชุดในโครงการทันที สั่งการให้ รฟท. สั่งตรวจสอบเครน Launching Gantry ทุกชุดที่ยังใช้งานอยู่ในโครงการ โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Third Party) ครอบคลุมทั้งระบบโครงสร้าง ระบบยก และระบบไฮดรอลิก หากพบว่าใบรับรองความปลอดภัย (ปจ.1) หมดอายุ หรืออุปกรณ์ไม่ครบชุดให้สั่งหยุดทันที พร้อมกำหนดรอบการเปลี่ยนเหล็กยึด PT Bar สูงสุด 60 รอบ และห้ามนำกลับมาใช้ซ้ำโดยเด็ดขาด
มาตรการที่ 4 ติดตั้งระบบเฝ้าระวังแบบ Real-time วางแผนดำเนินการให้ติดตั้งเซนเซอร์วัดความเอียง ระบบตรวจวัดแรงดึงในวัสดุยึดรั้ง และ CCTV บนเครนทุกชุด พร้อมระบบหยุดงานอัตโนมัติเมื่อตรวจพบความผิดปกติ
มาตรการที่ 5 ยกระดับบทลงโทษและมาตรฐานการคัดเลือกผู้รับจ้าง โดยโครงการก่อสร้างที่มีความเสี่ยงสูงต้องใช้สัญญาพิเศษที่ให้น้ำหนักเรื่องประสบการณ์เฉพาะด้านและมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าหรือมากกว่าราคา พร้อมเพิ่มอัตราค่าปรับและมาตรการลงโทษทันที หากตรวจพบว่าไม่มีวิศวกรประจำจุดตามที่สัญญากำหนด
กับเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้ แม้ในสายตาประชาชนคนไทยดูจะสิ้นข้อสงสัยกับสาเหตุแล้วก็ตาม ทว่า กับการไล่บี้เอาผิดทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการบอกเลิกสัญญา เสนอชื่อเป็นผู้ทิ้งงาน และการเพิกถอนทะเบียนผู้ประกอบการ ยังเป็นข้อคำถามที่น่าติดตามว่า…จะเกิดจริงหรือไม่?อย่างไร?
บทสรุปโศกนาฏกรรมเครนไฮสปีดเทรนถล่มทับรถไฟนี้ Trans Time ฟันธงว่านึ้คือบทเรียนบทใหญ่สะท้อน “ความล้มเหลวเชิงระบบ”ฉายภาพคมชัดระดับ Super HD คือ “ความชุ่ย”ตบหน้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งการรถไฟฯ-อิตาเลี่ยนไทยฯได้ดีนักแล

เครนถล่ม ถ.พระราม 2 บกพร่องล้วนๆ!
ขณะที่อีกเหตุการณ์(ซ้ำซาก)บนถนน 7 ชั่วโคตร(ถนนพระราม 2)ซึ่งสาเหตุข้อเท็จจริงทางคณะอนุกรรมการฯที่ตรวจสอบได้ข้อสรุปชัดเจนว่าสาเหตุหลักไม่ใช่วัสดุด้อยคุณภาพ ไม่ใช่ดินทรุด และไม่ใช่ภัยธรรมชาติ สาเหตุเกิดจากความบกพร่องในการติดตั้งที่สะสมกันหลายจุด จนนำไปสู่การพังถล่มในที่สุด ซึ่งสะพานที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้นมีความลาดเอียง ทำให้เครนหนักหลายร้อยตันจึงต้องยืนบนพื้นที่ลาดเอียงดังกล่าว
ซึ่งผู้รับจ้างแก้ปัญหาด้วยการนำแผ่นเหล็กหนามาซ้อนกัน 8 ชั้น สูงกว่า 80 เซนติเมตร เพื่อปรับระดับและรองด้วยทรายอีกชั้นหนึ่ง เปรียบเทียบกับการนำอิฐซ้อนกันสูงเกือบ 1 เมตร แล้วนำรถบรรทุกหนักขึ้นไปยืนบนพื้นที่ลาดเอียง ทำให้ระบบยึดเครนถูกติดตั้งผิดแบบ โดยเปลี่ยนจากระบบที่คู่มือกำหนดให้มีจุดหมุนและลูกล้อ (Pin-Roller) ทำให้โครงสร้างขยายตัวตามอุณหภูมิได้ ไปเป็นจุดหมุนทั้งสองด้าน (Pin-Pin) ซึ่งล็อกตายไว้ทั้งคู่ และเมื่อมีแสงแดดในตอนเช้าจะทำให้อุณหภูมิของโลหะเพิ่มขึ้นประมาณ 8 องศาเซลเซียส ทำให้โครงสร้างขยายตัว
แต่เนื่องจากถูกล็อกทั้งสองด้านจึงเกิดแรงดันออกด้านข้าง กดลงบนหอแผ่นเหล็กที่ซ้อนกันอยู่บนพื้นลาดเอียง แผ่นเหล็กเริ่มไถลออกทีละชั้น ๆ อย่างรวดเร็ว จนขาที่รองรับเครนพังทลาย ทำให้เครนทั้งหลังถล่มลงมา

ฟาด!ข้อบกพร่อง ITD
ส่วนความรับผิดชอบจากเหตุการณ์นี้ คณะกรรมการฯ พบความบกพร่องทั้งฝ่ายผู้รับจ้างและฝ่ายผู้ควบคุมงาน ซึ่งผู้รับเหมา คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน)) ได้ดำเนินการ
– ติดตั้งระบบยึดเครนผิดแบบที่ได้รับอนุมัติไว้ โดยเปลี่ยนจาก Pin-Roller เป็น Pin-Pin
– ติดตั้งระบบยึดและค้ำยันขารองรับไม่ตรงตามแบบที่ขออนุมัติ
– ใช้แผ่นเหล็กซ้อนกันสูงเกินมาตรฐาน และใช้ทรายรองบนพื้นลาดเอียง ซึ่งเสี่ยงต่อการไถลเมื่อมีแรงกระทำด้านข้าง
– นำเครนมาจากโครงการอื่น แล้วดัดแปลงให้เข้ากับงานนี้อย่างไม่รัดกุม เนื่องจากต้องการเร่งงาน
– ใบรับรองความปลอดภัย ปจ.1 ของเครนคันนี้ หมดอายุตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 แต่ยังคงใช้งานต่อมาอีกกว่า 2 เดือนจนเกิดเหตุ โดยไม่มีเอกสารการต่ออายุ
ซัด!ทล.ไม่รัดกุม-ไร้รายละเอียดเชิงเทคนิค
– รับทราบและอนุมัติการติดตั้งที่มีความแตกต่างจากแบบเดิม โดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างรัดกุมเพียงพอ
– แบบฟอร์มตรวจสอบ (Checklist) ที่ใช้ในโครงการไม่มีรายละเอียดเชิงเทคนิคเฉพาะสำหรับงานประเภทนี้ ทำให้วิศวกรผู้ควบคุมงานไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างถี่ถ้วน
– ไม่มีการติดตามหรือทวงถามการต่ออายุใบ ปจ.1 ของเครนที่ใช้ในโครงการ
– กรมทางหลวงยังไม่มีมาตรฐานเฉพาะสำหรับการก่อสร้างสะพานชนิดนี้ด้วยเครน Launching Gantry แม้แต่ฉบับเดียวโดยทำให้มีช่องโหว่เชิงระบบที่อันตรายที่สุด หากไม่ดำเนินการแก้ไข โครงการก่อสร้างลักษณะเดียวกันที่กำลังดำเนินอยู่ทั่วประเทศ มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุซ้ำได้ทุกเมื่อ
เสนอ 3 แนวทางล้อมคอก “ด่วน-สั้น-กลาง”
1. การดำเนินเร่งด่วน – ดำเนินการทันที
– ตรวจสอบใบรับรองความปลอดภัยเครนทุกคันในทุกโครงการ สั่งให้กรมทางหลวงตรวจสอบใบ ปจ.1 ของเครนและเครื่องจักรหนักทุกชิ้นในโครงการก่อสร้างที่ยังดำเนินอยู่ หากพบว่าหมดอายุหรือไม่ครบถ้วน ให้หยุดการใช้งานทันที และกำหนดให้การต่ออายุต้องครอบคลุมทุกระบบของเครน ไม่ใช่เพียงบางส่วน
– ห้ามดัดแปลงเครนหนักโดยไม่มีการอนุมัติใหม่ ออกคำสั่งห้ามผู้รับจ้างทุกรายปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของเครื่องจักรหนักโดยพลการ หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ต้องมีวิศวกรคำนวณใหม่ทั้งหมด และได้รับอนุมัติจากนายช่างโครงการก่อนทุกครั้ง
2. ระยะสั้น ภายใน 30 วัน
– ออกมาตรฐานเฉพาะสำหรับการก่อสร้างสะพานด้วยเครน Launching Gantry โดยให้กรมทางหลวงจัดทำมาตรฐานดังกล่าวโดยเร่งด่วน โดยอ้างอิงมาตรฐานของสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) ที่ใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นต้นแบบ ซึ่งมีความเข้มงวดและครอบคลุมกว่า
– กำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจสอบเครนก่อนใช้งาน ตรวจสอบเครนหนักในโครงการของรัฐทุกสัญญา ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระจากผู้รับจ้างเข้าร่วมตรวจสอบและรับรอง ไม่ใช่ให้ผู้รับจ้างตรวจสอบตัวเอง
3. ระยะกลาง :ดำเนินเชิงระบบ
– ติดตั้งระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนแบบ Real-time โครงการก่อสร้างสะพานยกระดับทุกโครงการควรติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเอียงและแรงดึงของโครงสร้าง เพื่อส่งสัญญาณเตือนอัตโนมัติก่อนที่โครงสร้างจะสูญเสียสมดุล ซึ่งจะเป็นระบบป้องกันชีวิตทั้งคนงานและประชาชนผู้ใช้เส้นทาง
– ยกระดับระบบตรวจสอบของผู้ควบคุมงาน กรมทางหลวงต้องปรับปรุงแบบฟอร์มตรวจสอบให้มีรายละเอียดเชิงเทคนิคเฉพาะสำหรับแต่ละประเภทงาน และกำหนดมาตรฐานเดียวกันในทุกสัญญา พร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
บทสรุปบทเรียนจากการสอบสวนครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นผลจากความบกพร่องที่ป้องกันได้”
Trans Time ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะแก้ไขทุกข้อปัญหาอย่างจริงจัง อย่าปล่อยชีวิตใดต้องมาสังเวยกับเหตุการณ์ซ้ำซากนี้อีกเลย



