สถานการณ์พลังงานโลกที่ร้อนระอุจากไฟสงครามตะวันออกกลาง กำลังลามเข้ามา “เผา” ต้นทุนผู้ประกอบการไทยอย่างจัง-และครั้งนี้ ดูเหมือนความอดทนจะถึงขีดสุดแล้ว
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 แหล่งข่าวจากสมาคมขนส่งภาคตะวันออก เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกในภาคตะวันออก เตรียม “รวมพลังครั้งใหญ่” นัดรวมตัวกันที่ท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 18 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อส่งเสียงตรงถึงรัฐบาล หลังต้องแบกรับต้นทุนที่พุ่งไม่หยุดจากราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น
เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ “น้ำมันแพง” แต่คือปัญหาสะสมที่กำลังบีบคอธุรกิจขนส่งให้หายใจไม่ออก
📌3 ข้อเรียกร้องเดือด ที่รัฐต้องฟัง ได้แก่
- “หยุดความเหลื่อมล้ำราคา” ผู้ประกอบการชี้ชัด ราคาน้ำมันหน้าคลังหรือโรงกลั่น สูงกว่าหน้าปั๊มถึง 12 บาท ทั้งที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่และมีแท็งก์สำรอง กลับต้องจ่ายแพงกว่าอย่างไม่เป็นธรรม จึงเรียกร้องให้ “ราคาหน้าคลัง = ราคาหน้าปั๊ม”
- “เลิกผูกชะตากับตลาดโลก” อีกหนึ่งปมร้อน คือโครงสร้างราคาน้ำมันไทยที่อิงตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ทำให้ราคาภายในประเทศผันผวนตามเกมโลก ทั้งที่ผู้ประกอบการในประเทศต้องรับภาระเต็มๆ จึงเสนอให้ปรับโครงสร้างใหม่ ให้สะท้อนต้นทุนจริงของไทย
- “ปลดล็อกคอขวดแหลมฉบัง” ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่ “เวลา” ก็เป็นต้นทุน รถบรรทุกต้องจอดรอขึ้นตู้สินค้านานกว่า 4 ชั่วโมง ทั้งที่ควรไม่เกินนั้น ส่งผลให้ต้นทุนพุ่ง และหลายรายเริ่มขาดทุนสะสม
📌สัญญาณเตือน หรือ จุดเริ่มวิกฤติ?
การรวมตัวครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การ “เรียกร้อง” แต่คือสัญญาณเตือนว่า หากต้นทุนยังพุ่งต่อเนื่อง ห่วงโซ่โลจิสติกส์ทั้งระบบอาจสะเทือน
เพราะเมื่อ “รถบรรทุกหยุด”
ไม่ใช่แค่สินค้าไม่เดิน…แต่เศรษฐกิจทั้งประเทศอาจสะดุดตามไปด้วย
สายตาทั้งประเทศกำลังจับจ้องไปที่แหลมฉบังว่า รัฐบาลจะ “รับฟัง” หรือปล่อยให้เสียงเครื่องยนต์ที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย…กลายเป็นเสียงแห่งความไม่พอใจที่ดังขึ้นทุกวัน





