“แมคแอนดริวฯ”ขยายฟลีทรถครั้งสำคัญด้วยการสั่งซื้อหัวลากสแกนเนียบิ๊กล็อต 40 คัน เสริมทัพงานขนส่ง Cross Border รองรับแผนเติบโตระยะยาว ชี้เหตุผลสำคัญเลือกสแกนเนียเพราะตอบโจทย์“สมรรถนะสูง-ประหยัดน้ำมัน-ศูนย์บริการครอบคลุม”ย้ำขยายฟลีใหญ่หนุนงาน-รายได้สดใส ล็อกเป้าธุรกิจโลจิสติกส์โตแตะ 1,000 ล้านบาทใน 4-5ปี ลั่น“ความอดทน”คือพลังวิเศษทลายทุกอุปสรรคสู่ความสำเร็จ

นายชาลี วันไชย บริษัท แมคแอนดริว แอนด์ พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่าแมคแอนดริวฯจากบริษัทผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังและสารให้ความหวานป้อนอุตสาหกรรมอาหาร แล้วเริ่มแตกไลน์ธุรกิจก้าวขึ้นมาเล่นรายสำคัญในธุรกิจโลจิสติกส์ เริ่มต้นด้วยฟลีทรถเพียง 5-10 คันแล้วขยายฟลีทต่อเนื่องทุกปีกระทั่งวันนี้เรามีฟลีทรถทั้งหมดกว่า 160 คัน(รวมบิ๊กล็อตสแกนเนีย 40 คัน)
“บริษัทมีนโยบายลงทุนเพิ่มรถอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าว่าในแต่ละปีจะสั่งซื้อรถใหม่ไม่น้อยกว่าปีแรกที่ลงทุน หรือประมาณ 40 คันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจขนส่ง”
เลือกสแกนเนียเพราะ“ตอบโจทย์”
นายชาลี ให้เหตุผลสำคัญที่เลือกสแกนเนียว่ามีพนักงานของเราแนะนำสแกนเนียประหยัดน้ำมันกว่ายี่ห้ออื่นๆ ซึ่งก่อนตัดสินใจลงทุนซื้อ เราได้นำรถไปทดลองใช้งานจริงน้ำหนักบรรทุกจริงบนท้องถนนก่อนพบว่า “สแกนเนียเป็นรถขับคนขับไม่ใช่รถที่คนต้องขับรถ” เพราะด้วยจุดเด่นสแกนเนียคือระบบเกียร์และระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ช่วยบริหารรอบเครื่องยนต์ให้เหมาะสม อีกทั้งยังช่วยลดการใช้น้ำมันได้ดีจริงแม้ผู้ขับจะมีพฤติกรรมการเหยียบคันเร่งแตกต่างกันก็ตาม
“รถบางยี่ห้อคนขับเองต้องมีสกิลค่อนข้างมาก แต่ Scania แตกต่างออกไป เพราะช่วยการขับขี่ดูง่ายมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือช่วยควบคุมการใช้น้ำมันได้ดี ซึ่งน้ำมันคือต้นทุนหลักของธุรกิจโลจิสติกส์ แม้ค่าตัวรถที่ต้องจ่ายสูงแต่มองด้วยเรทน้ำมันที่ประหยัดก็ถือว่าคุ้ม ด้วยเหตุผลสำคัญนี้ บริษัทจึงตัดสินใจสั่งซื้อ Scania บิ๊กล็อต 40 คัน ถือเป็นการขยายฟลีทเพิ่มเติมเพื่อรองรับแผนเติบโตระยะยาว”

เปิดไทม์ไลน์-เส้นทางวิ่ง 40 คันใหม่ ลุย Cross Border ทั้งหมด
สำหรับรถ Scania ที่เพิ่งลงทุนใหม่ทั้งหมด ซึ่งส่งมอบ 14 คันแรกในวันนี้และทยอยส่งมอบครบ 40 คันภายในปีนี้ โดยทั้งหมดจะนำไปวิ่งงานขนส่ง Cross Border 100% รองรับการขนส่งสินค้าให้ลูกค้าทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเส้นทางหลักครอบคลุมไทย–ลาว คือเวียงจันทน์และสะหวันนะเขต รวมถึงเส้นทางล่องใต้สู่มาเลเซีย ซึ่งเป็นงานขนส่งที่ต้องใช้รถสมรรถนะสูง มีความทนทาน และมีศูนย์บริการรองรับตลอดเส้นทาง
“งานลักษณะนี้ความน่าเชื่อ( Reliability) ต้องมาก่อน รองลงมาคือความประหยัดน้ำมัน และศูนย์บริการต้องครอบคลุม เพราะเมื่อใดที่รถหยุดวิ่ง เท่ากับว่าเพิ่มต้นทุนของเราทันที” นายชาลี ระบุ
ฟลีทใหญ่ สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า
นายชาลี ยอมรับว่าช่วงเริ่มต้นธุรกิจโลจิสติกส์บริษัทมีรถให้บริการลูกค้าเพียงไม่กี่คัน ทำให้ลูกค้ายังไม่มั่นใจว่าจะรองรับงานขนาดใหญ่ได้ แต่เมื่อบริษัทตัดสินใจลงทุนขยายฟลีทอย่างต่อเนื่องทุกปีจนปัจจุบันมีรถกว่า 160 คัน นอกเหนือจากการเพิ่มศักยภาพเราที่สามารถรองรับงานจำนวนมากได้ทันที
“หากลูกค้าต้องการรถ 20 คัน เราสามารถจัดให้ได้ทันที นี่คือความแตกต่างของเราจากรายอื่น นี่คือความพร้อมของเราตรงนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้ามากขึ้น”
นอกจากนี้ เรายังขับเคลื่อนฟลีทรถที่มีควบคู่การพัฒนาระบบ Transportation Management System (TMS) ที่จะเข้ามาช่วยบริหารเส้นทาง การวางแผนงาน และติดตามรถแบบเรียลไทม์ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารควบคุมฟลีทขนาดใหญ่ได้ดี ซึ่งส่วนนี้จะเป็นการยกระดับการให้บริการหลังการขายให้กับลูกค้าได้มั่นใจอีกด้วย
วงล้อธุรกิจโลจิสติกส์หมุนควบคู่เทรนด์ Green Logistics
ปัจจุบันรถที่เราล้วนแล้วมาตรฐาน Euro 5 ทั้งฟลีทแล้ว ขณะเดียวกันบริษัทก็เริ่มทดลองใช้รถบรรทุกไฟฟ้ามาแล้วกว่า 6 เดือน ปัจจุบันรถไฟฟ้าสามารถรองรับการวิ่งได้ประมาณ 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เหมาะกับงานขนส่งระยะใกล้ ขณะที่งานระยะไกลและงานข้ามแดนยังคงใช้รถดีเซลเป็นหลัก
“แม้เป้าหมายของเราคือ Green Logistics แต่ต้องเลือกใช้รถให้เหมาะกับประเภทงาน ระยะทาง น้ำหนักบรรทุก และความเร่งด่วนของลูกค้า”
Net Zero คืออีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของบริษัทที่ไม่ต้องการปล่อยมลพิษแม้ติดนิดเดียว โดยเรามีแผนการ Offset ภายในธุรกิจของเรา โดยในส่วนของโรงงาน เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์ รวมถึงลงทุนปรับปรุงส่วนต่างๆให้ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่ง ส่วนฝั่งฟลีทรถก็พยายามเพิ่มสัดส่วนรถ EV เพื่อทดแทนรถน้ำมัน ตลอดถึงแพลนนิ่งสถานีชาร์จซึ่งเราวางแผนไว้ประมาณ 50-60 สถานี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคำนึงถึงความสมดุลกับห้วงเวลาที่เหมาะสมและเดินไปตามงานที่มืออยู่ในมือ

ฟลีใหญ่หนุนงาน-รายได้สดใส ล็อกเป้าโลจิสติกส์โตแตะ 1,000 ล้านบาทใน 4-5ปี
ปัจจุบันบริษัทมีรายได้รวมทุกส่วนธุรกิจกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี จากการขยายฟลีทรถเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อรองรับธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตอย่างรวดเร็ว ผมมองว่าปีนี้น่าจะทำยอดขายได้ประมาณ 200–250 ล้านบาท และในอีก 4–5 ปีข้างหน้าน่าจะพัฒนาไปถึงประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท และคาดว่าภาพรวมรายได้ทั้งหมดจากทุกหน่วยธุรกิจของเราจะโตแตะ 3,000 ล้านบาทภายใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว
พลิกวิกฤติน้ำมันแพงเป็น”โอกาส”
นายชาลี ยังได้สะท้อนคมคิดการบริหารจัดการต้นทุนค่าน้ำมันแพงจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางว่าธุรกิจโลจิสติกส์ส่วนใหญ่“สายป่านไม่ยาว” ดังนั้น เมื่อต้นทุนราคาน้ำมันสูงขึ้นทำให้รถในตลาดหายไปค่อนข้างมาก เมื่อลูกค้าผลิตสินค้าแล้วจำเป็นต้องส่งออกจากโรงงาน แต่ปริมาณรถบริการกลับลดลงประกอบกับผู้เล่นน้อยลง “ช่องว่างนี้เองทำให้เราได้อานิสงส์ทันที เพราะเรามีฟลีทรถอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถเรียกเพิ่มค่าจ้างค่าเที่ยวได้ เพิ่มเครดิตเทอมและค่าบริการเพิ่มขึ้นได้ ยิ่งเรามีรถฟลีทที่มีประสิทธิภาพดีและประหยัดน้ำมันเราก็ยิ่งได้กำไรส่วนต่างมากขึ้น”

เจ้านายที่รู้ใจและเห็นใจ“คนขับ”
การบริหารฟลีทใหญ่สิ่งที่ต้องมอร์นิเตอร์อย่างแรกคือ“คนขับรถ” ใบขับขี่ต้องมี ประวัติอาชญกรรมต้องผ่าน จากนั้นเราก็ต้องเพิ่ม Performance ด้วยการฝึกอบรม ซึ่งส่วนนี้เราขับเคลื่อนควบคู่ผู้ผลิตรถซึ่งสแกนเนียเขาก็สนับสนุนและบริการเราได้ดีมาก คนขับรถคืออีกหนึ่งบุคลากรสำคัญของเรา เพราะเขาคือหน้าด่านงานของเรา เราเข้าใจว่า “ชีวิตหลังพวงมาลัยต้องแบกความรับผิดชอบไว้บนบ่าทั้งสินค้าที่ต้องขนส่งไปถึงปลายทางตามเวลา ไหนต้องความเมื่อยล้ากับการขับรถระยะทางไกลๆ ไหนต้องความปลอดภัยบนท้องถนน”
“หากเขามีปัญหาอะไรผมคือคนแรกที่โทรเขาและสอบถามปัญหาเพื่อรับฟังและช่วยแก้ปัญหาให้เขา พอเราคุยจบและแก้ปัญหาให้จริงๆ เรื่องก็จบ เพราะบางครั้งเขาแค่มีปัญหาอยากให้เจ้านายรู้ปัญหา ดังนั้น เราต้องสื่อสารกับคนขับด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเขา ขณะที่ค่าตอบแทนที่ดีค่าเที่ยวและเงินเดือนที่เหมาะสม รวมถึงสวัสดิการอื่นๆที่เขาควรได้รับ ซึ่งเราต้องดูแลและให้เขากับสิ่งที่ควรได้รับ” กรรมการผุ้จัดการแมคแอนดริวฯกล่าวย้ำ
“ความอดทน”คือพลังวิเศษทลายทุกอุปสรรคสู่ความสำเร็จ
นายชาลี ยังสะท้อนมุมมองถึงการดำเนินธุรกิจท่ามกลางปัญหาอุปสรรคและความผันผวนในโลกธุรกิจปัจจุบันเพื่อพุ่งชนความสำเร็จว่าอย่างแรกคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ถัดไปคือทีมงานที่มีศักยภาพและพร้อมสนับสนุนเติมเต็มได้ และเจ้าของกิจการมีความอดทนมากน้อยแค่ไหน “ผมมีความเชื่อว่าคนที่อดทนได้เยอะที่สุดคือคนที่จะประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนที่มีความอดทนน้อย” เพราะตลอด 9-10 ที่ผ่านมากว่าจะมีวันนี้ผมก็ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก ขณะที่ประสบการณ์ก็สำคัญและต้องเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำคือสิ่งที่จะเกิดความสำเร็จได้จริง สุดท้ายคือฉลาดในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
แล้วถามว่าวันนี้ประสบความสำเร็จแล้วหรือยังต้องตอบว่ายัง เพราะเราวางเป้าหมายหลักไว้ว่า 2 ใน 3 ของฟลีทรถที่มีอยู่ต้องเป็น EV และชาร์จในสเตชั่นของเรา อีกทั้งสเตชั่นของเราก็ยังสามารถสนับสนุนผู้ประกอบการรายอื่นๆในการลดต้นทุนได้ด้วย “วันนี้เราอาจสำเร็จในส่วนที่มีฟรีทรถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และลูกค้ายังจ้างเราอย่างต่อเนี่อง ทว่า เหล่านี้ยังไม่ใช่ความสำเร็จตาม“เป้าหมายหลัก”ที่เราได้วางไว้” นายชาลี กล่าวปิดท้าย




