เหลือบเห็นข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)แหวกม่านฝุ่น PM 2.5 สั่งการด่วนให้ตำรวจจราจรทั่วฟ้าเมืองไทยได้รับทราบถึงการขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน การบังคับใช้กฎหมายจราจรโดยให้เน้น“ว่ากล่าวตักเตือน”ประชาชนก่อนออกใบสั่งทุกข้อหาจราจร พร้อมมีการบันทึกเข้าระบบ PTM หากผิดซ้ำซากคราวนี้“ออกใบสั่ง”ได้ในบัดนาว โดยจะเปิดฟลอร์ข้อสั่งการนี้ตั้งแต่ วันนี้ – เดือนมีนาคม 2569
เพ่งพินิจทุกซอกมุมข่าว-คอมเมนต์ในโลกข่าวสารแล้วบ้างก็เป็นข่าวดีเบิกฟ้าต้นปีสำหรับพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน บ้างก็ว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับตำรวจจราจรทั่วประเทศ บ้างก็ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงบนท้องถนนมันมีอยู่จริงหรือแค่….โลกจินตนาการกันแน่?

ทว่า ภายใต้มาตรการนี้ยังมีสิ่งที่น่าคบคิดอยู่อีกบานตะไท โดยพล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร.ได้สั่งการตามนโยบายท่านพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ (ผบ.ตร.) ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจราจรในสายตาพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร (Police Ticket Management หรือ PTM) ให้สอดรับกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 140
กำชับให้อำนาจเจ้าพนักงานจราจร“ว่ากล่าวตักเตือน”เป็นอับดับแรกก่อนออกใบสั่งทุกข้อหาที่เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจปรับ พร้อมกับมีบันทึกข้อมูลการกระทำผิดและการตักเตือนลงในระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร (PTM)ในห้วงเดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม 2569 และเมื่อพบว่าเป็นการกระทำความผิดซ้ำให้ออกใบสั่งบังคับใช้กฎหมายตามปกติ
อ่านมาถึงบรรทัดนี้มองในมุมภาพลักษณ์ดูเหมือนหน่วยเหนือกรมปทุมวันพุ่งเป้าหมายต้องการลบล้างภาพลักษณ์องค์กรสีกากี มุ่งแต่จับ-ปรับหวังโกยค่าเปอร์เซ็นต์นำจับ หรือที่เรียก“หน้าเลือด”ในสายตาประชาชนในอดีต แล้วสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วยน้ำเย็นลูบหลังให้“ว่ากล่าวตักเตือน”พร้อมกับเดินหน้าสร้างการตระหนักรู้-ความเข้าใจในการเคารพวินัยจราจรและลดการกระทำผิดกฎหมายจราจรไปในตัว

พร้อมกันนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ได้ย้ำหัวตะปูว่า “มาตรการนี้ออกมาเพื่อให้ประชาชนตระหนักรู้และเคารพกฎจราจร เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด”
ห้วงเวลาจากนี้ไป 3 เดือนถือว่าเป็นการทุกฝ่ายได้ปรับตัวทั้งในมุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเราๆท่านๆในฐานะผู้ใช้รถใช้ถนนก็ต้องใช้โอกาสนี้ได้ปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ กับวลีที่ว่า “ไร้วินัยคือไทยแท้”ควรโยนทิ้งลงชักโครกได้แล้ว กับพฤติกรรม “มักง่าย-เห็นแก่ตัว”ก็ไม่ควรเก็บไว้เป็นมรดกสืบทอดให้ลูกหลาน

พอเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาเข้มงวดกวดขันบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังก็หาว่าเจ้าหน้าที่รัฐรังแกประชาชนผู้หาเข้ากินค่ำ กับมาตรการนี้ใครที่เผลอทำผิดเล็กๆ น้อยๆอาจจะได้รับแค่คำเตือน แต่ทางที่ดีที่สุดคือ “เคารพกฎจราจร” ตั้งแต่แรก เพราะถ้ามีการบันทึกประวัติในระบบแล้วครั้งต่อไปหมดสิทธิ์แก้ตัว…โดนแน่นอน!

เหนือสิ่งอื่นใดแล้วฟากฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายในการขับการเคลื่อนนโยบายให้บรรลุเป้าหมายต้องไปในระนาบเดียวกัน หากหน่วยเหนือสั่งการมาอย่างเลิศหรู ทว่า ในหน้างานภาคปฏิบัติจริงผู้ใต้บังคับบัญชากลับดูย้อนแย้งและไปคนละทิศทางแล้วล่ะก็
ถึงวันนั้น…กับวลีคำสั่งการที่ดูดี “เตือนก่อนปรับ”จะมีแค่…ในโลกจินตนาการ!!!
:จิ้งเหลนไฟ



