กลายเป็น“ปมร้อนฉ่า”กระแทกยุทธภพคมนาคมขนส่ง-สิงห์รถบรรทุกเมืองไทย ณ บัดนาวหลังกรมขนส่งฯสวมบทเข้มในเข้มเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย“กำหนดชั่วโมงขับรถ”เมื่อขับรถครบ 4 ชม.แล้วต้องพัก 30 นาที(ทันที) และห้ามขับเกิน 10 ชม.ในหนี่งวัน(24ชม.)ล็อคเป้าหมาย“ความปลอดภัยบนท้องถนน”หากฝ่าฝืนจะถูกปรับอ่วมทั้งผู้ประกอบการและผู้อยู่หลังพวงมาลัยท่ามกลางเสียงต่อต้าน-วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในโลกข่าวสารยุคสื่อโซเชียลยึดเมืองมนุษย์เป็นเมืองขึ้น
และกลายเป็นกระแสตีกลับคลื่นลูกมหึมาจาก“พี่ใหญ่”บนท้องถนนถาโถมใส่กรมขนส่งฯเต็มแรงจนเกิดอาการ“น้ำในหูไม่เท่ากัน”จนกระทั่งอธิบดีกรมขนส่งฯนั่งไม่ติดยอมเปิดเวทีหารือผู้ประกอบการขนส่งเกี่ยวกับมาตรการเผือกร้อนดังกล่าว เพื่อเป็นเวทีกลางสะท้อนแนวทางปฏิบัติ รับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการเพื่อหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนากฎระเบียบ และการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องบริบททางเศรษฐกิจและสังคม

โดยมีท่านอธิบดีกรมขนส่งฯนั่งหัวโต๊ะ พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน,ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย และที่สำคัญขาดไม่ได้ คือบรรดาพญาหมื่นขนส่ง(นายกสมาคมขนส่งฯ)ในทุกซอกหลืบขนส่งเมืองไทยตบเท้าเข้าร่วมสะท้อนปัญหาพรึบพรั่บ ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 1 กรมการขนส่งทางบก เมื่อ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา
สรุปสาระสำคัญกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งได้สะท้อนปัญหาและข้อจำกัดในการปฏิบัติจริงตามกฎหมาย ยังไม่สอดรับกับปัจจัยแวดล้อมด้านต่างๆ เช่น ความไม่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังมีไม่เพียงพอโดยเฉพาะในเส้นทางรอง ทำให้ไม่สามารถจอดพักได้ตามกำหนดเวลา อีกทั้งความกังวลด้านความปลอดภัยและสภาพกายภาพของถนน หากต้องหยุดรถทันทีเมื่อครบ 4 ชั่วโมงในจุดเสี่ยง เช่น บนทางด่วน ทางลาดชัน หรือพื้นที่เปลี่ยวที่ไม่มีไหล่ทาง เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงปัญหาสภาพการจราจรที่ติดขัดในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ตลอดจนการกำหนดเวลาห้ามวิ่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “การบริหารเวลาเดินรถ”
โดยทางผู้ประกอบการขนส่งได้เสนอให้พิจารณาทบทวนมาตรการจำกัดชั่วโมงการทำงาน เพื่อกำหนดนิยามทางกฎหมายที่แยกแยะให้ชัดเจนระหว่าง“ชั่วโมงการขับขี่”(Driving Hours) และ“ชั่วโมงการทำงาน”(Working Hours/On Duty) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและสภาพความเป็นจริงของอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางถนนของประเทศไทย
ด้านอธิบดีกรมขนส่งฯระบุว่ามาตรการดังกล่าวกรมฯมุ่งหวังให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และสอดคล้องกับหลักสากล โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดในการลดอุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตบนท้องถนน โดยเฉพาะสาเหตุที่เกิดจากความเหนื่อยล้าและการหลับในของผู้ขับขี่ ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป จะพบว่าไทยมีความยืดหยุ่นกว่าพอสมควร โดยในยุโรปกำหนดชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8-9 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ขณะที่ไทยอนุญาตให้ขับรถได้สูงสุดถึง 10 ชั่วโมงต่อวัน ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่คำนึงถึงความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทยในระดับหนึ่งแล้ว
ท่านอธิบดียังบอกอีกด้วยว่าแม้มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อภาพรวมความปลอดภัย แต่กรมฯเข้าใจถึงข้อจำกัดในการปฏิบัติงานจริง จึงได้มอบนโยบายการบังคับใช้กฎหมายโดยเน้นการตักเตือน สร้างความตระหนักรู้ และความเข้าใจ หากผู้ขับขี่หรือผู้ประกอบการมีเหตุผลความจำเป็น เช่น สภาพการจราจรติดขัด หรือไม่มีจุดจอดพักรถ เป็นต้น เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่และการพักผ่อนให้เหมาะสมเป็นสำคัญ พร้อมย้ำด้วยว่า “การลงโทษตามกฎหมายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบพบการกระทำความผิดซ้ำซากโดยไม่มีเหตุผลความจำเป็นอันสมควรเท่านั้น”

จากการเปิดเวทีหารือร่วมวันนี้ กรมฯได้รับทราบถึงปัญหาและข้อจำกัดในทางปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเรื่องสภาพการจราจรที่ติดขัด รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน จุดพักรถ (Rest Area) ที่ยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถหยุดพักหรือจบงานได้ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด
กรมฯพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งได้มีข้อเรียกร้องขอให้มีการขยายระยะเวลาการทำงานต่อวันจาก 10 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง โดยที่ประชุมได้รับทราบและเห็นชอบว่าจะได้ดำเนินการไปศึกษาข้อมูลร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อที่จะนำไปสู่การเจรจาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายระยะเวลา
“เพื่อให้การแก้ปัญหาครอบคลุมทุกมิติในสัปดาห์หน้า กรมฯจะทำการนัดหมายประชุมร่วมกับผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางออกในทิศทางเดียวกันต่อไป”อธิบดีกรมขนส่งฯ กล่าวในที่สุด
ปมร้อนว่าด้วย“กรอบเวลา”ในเงาการบังคับใช้กฎหมายที่กรมฯบรรจงบีบให้บรรดา“พี่ใหญ่”ต้องปฏิบัติตาม ทว่า หลังถูกกระแสตีกลับแรงๆพร้อมด้วยเหตุผลประกอบโดนๆที่กรมฯเองมิอาจว่ายน้ำทวนกระแสเชี่ยวกราก และพร้อมรับปากรับฟังทุกเสียงสะท้อน-ข้อเสนอแนะ-ข้อเรียกร้องสู่การพิจารณาหาทางออกในทิศทางเดียวกัน
กลายเป็นกรอบเวลา“สัปดาห์”นี้กรมฯกำหนดให้“คำตอบ”เสมือนเข็มนาฬิกาบีบให้กรมฯจะเลือก“ทางออกไหน”?ดีที่เหมาะสมตามข้อเสนอ-ข้อเรียกร้อง ปลายทาง“คำตอบ”จะเป็นการปลอบประโลมด้วย“น้ำเย็น”คลายปมร้อนให้เย็นลง หรือจะถูกเติม“เชื้อไฟ”ให้ยิ่งปะทุกว่าเดิม หรือกรมฯเองจะเลือกลงเอย(อัสนี-วสันต์)อย่างไร????
…ตามติดผลลัพธ์สัปดาห์นี้ครับพี่น้องขนส่ง-สิงห์รถบรรทุกเมืองไทย!
:จิ้งเหลนไฟ



